Posts Tagged ‘คาร์โบไฮเดรต’

โซเดียม และคลอรีน หน้าที่สำคัญได้แก่

Saturday, August 30th, 2008

โซเดียม และคลอรีน หน้าที่สำคัญได้แก่
1.    เป็นสารที่สำคัญที่มีมากในของเหลวที่อยู่นอกเหนือเซลล์
2.    ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำโดยทำให้เกิดแรงดันออสโมซิส
3.    ช่วยรักษาความเป็นกรด ด่าง ของร่างกาย
4.    มีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
5.    คลอรีนเป็นส่วนประกอบของกรดเกลือในน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร
โปตัสเซียม หน้าที่สำคัญ ได้แก่
1.    เป็นส่วนประกอบสำคัญของเหลวในเซลล์
2.    ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำและแรงดันออสโมซิส
3.    ควบคุมความเป็นกรด ด่าง ของร่างกาย
4.    เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
5.    กระตุ้นการทำงานของเอ็มไซม์หลายชนิด

กำมะถัน หน้าที่สำคัญ ได้แก่
เป็นส่วนประกอบของสาร สำคัญๆ ในร่างกายเช่น ฮอร์โมนอินซูลิน วิตามินบี1 และ ไบโอติน สารพวกไขมัน เอ็นไซม์ และ โคเอ็ไซม์
เหล็กคนปกติมีเหล็กประมาณ 3-5 กรัม ร้อยละ 70 ของเหล็กที่อยู่ในเม็ดเลือด หรือ ฮีโมโกบิลหน้าที่สำคัญ ได้แก่
1.    เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกบิล ในเลือดและรงควัตถุในกล้ามเนื้อ ไมโอโกลบิน ฮีโมโกบิล ทำหน้าที่นำออกซิเจนจาปอด ไปยังเซลล์ และนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปขับถ่ายออกที่ปอด
2.    เป็นส่วนประกอบของเอ็นไซม์ ที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจ หรือ ปฏิกิริยาการใช้ออกซิเจนในร่างกายโคบอลต์เป็นส่วนประกอบสำคัญของวิตามินบี 12 ดังนั้นจึงเป็นสารที่จำเป็นในการสร้างเลือดไอโอดีนไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ หรือ ไทรอกซิน(Thyroxine) ฮอร์โมนนี้ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย หากร่างกายขาดจะทำให้เกิดโรคคอพอกและหากขาดสารไอโอดีนในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้ทารกที่คลอดออกมาปัญญาอ่อนฟลูออรีนฟลูออรีนในน้ำดื่มจำนวนพอเหมาะ จะช่วยป้องกันโรคฟันผุในเด็กได้แมงกานีสแมงกานีสเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ ที่เกี่ยวข้องกับการใชคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีนในร่างกายสังกะสีสังกะสีเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเอ็นไซม์ และฮอร์โมนหลายตัวในร่างกาย การขาดสังกะสี จะเป็นสาเหตุทำให้การเจริญเติบโตลดลง ความบกพร่องของการสืบพันธุ์ช้า แผลหายช้า สูญเสียความไวในการรับรส และไม่อยากอาหาร การขาดสังกะสียังเป็นสาเหตุของการเป็นหมันและแคะแกร็นในคน และโครงสร้างของต่อมลูกหมากผิดปกติโมลิบดีนัม
โมลิบดีนัม เกี่ยวกับการทำงานของเอ็นไซม์พวกที่ควบคุมการใช้ออกซิเจนในร่างกายและเผาผลาญสานพวกไขมัน
ซิลิเนียม
การขาดซิลิเนียม จะนำไปสู่การแก่ก่อนกำหนดเพราะว่าซิลิเนียม จะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
โครเมียม
การขาดโครเมียม จะทำให้ไกลโคเจนที่สะสมไว้ลดลงทำให้การเผาผลาญ กรดอะมิโนผิดปกติ ผนังเลือดจะเป็นแผล เพิ่มปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

วิตามิน ประเภทของวิตามิน หน้าที่ของวิตามิน

Thursday, August 21st, 2008
vitamin

vitamin

วิตามิน

วิตามิน คือ สารอินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย วิตามินเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แม้ว่าร่างกายต้องการ ปริมาณน้อย แต่ขาดไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับทุกวัน

การแบ่งประเภทของวิตามิน

1. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A วิตามิน D วิตามิน E และวิตามิน K

2. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามิน B รวม และวิตามิน C

หน้าที่ของวิตามิน

1. เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ และโคเอนไซม์ ในร่างกาย

2. จำเป็นสำหรับปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น การเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน

3. ช่วยในการเจริญเติบโต

4. ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานปกติ

5. ช่วยป้องกันและต้านทานโรค

วิตามินที่ลายในไขมัน

วิตามินเอ มีประโยชน์ที่สำคัญคือ

1. ช่วยในการต้านโรค ทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคผิวหนังและโรคเยื่อบุนัยน์ตาแห้ง

2. ช่วยให้นัยน์ตามองเห็นหรือปรับตนเองได้ เมื่อเปลี่ยนจากที่สว่างและที่มืด

3. ช่วยสร้างกระดูกและฟัน หรือช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ถ้าขาดวิตามินเอ ร่างกายจะเติบโตไม่เต็มที่หรือหยุดเติบโต ความต้านทานโรคต่ำ

เบต้าแคโรทีน เป็นโปรตีนวิตามิน เอ ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ที่ผนังลำไส้เล็ก

วิตามิน ดี มีประโยชน์ที่สำคัญ คือ

จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต ช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อนในเด็ก และผู้ใหญ่ โดยผู้หญิงมีครรภ์และให้นมบุตร

วิตามิน อี มีประโยชน์ที่สำคัญ คือ

1. ต่อต้านอนุมูลอิสระ

2. ยับยั้งการเสื่อมและสึกหรอของผนังหลอดเลือด

3. ยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ของ แอล.ดี.แอล โคเลสเตอรอลจึงป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือดซึ่งจะมีผลให้หลอดเลือดตีบ และการรับประทานพื้นฐานควรรับประทานวันละ 15 IU. (International Unit)แต่ถ้ารับประทานเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ควรรับประทาน วันละ 400 IU.

ผลจากการกินวิตามิน อี มากเกินไป ไม่พบโทษแม้จะกินวิตามิน อี มากถึงวันละ 800 IU. เป็นเวลาถึง 5 เดือน

วิตามิน เค มีประโยชน์ที่สำคัญ คือ จำเป็นในการสังเคราะห์สารโปรทรอมบิน ซึ่งช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็ว เวลาเกิดบาดแผล

วิตามินที่ลายในน้ำ

วิตามินบีรวม ได้แก่ วิตามิน บี 1, บี 2, ไนอะซิน, บี 6, กรดโฟลิก, บี 12, กรดแพนโทธินิค, ไบโอติน, ไอโนสิตอล, กรดพาราอะมิโนเบนโซอิก และโคลีน จำเป็นสำหรับสุขภาพของผิวหนัง ระบบประสาท นัยน์ตา ผม หรือขน และการสร้างเลือด

วิตามินบี 1 มีประโยชน์สำคัญ คือ

1. ป้องกันโรคเหน็บชา (กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกไม่มีแรง ผิวหนังไม่มีความรู้สึกและเป็นอัมพาตมีอาการบวมและอาจถึงตายได้)

2. ช่วยให้อยากอาหาร ระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น

3. จำเป็นสำหรับเผาผลาญสารอาหาร

4. ช่วยในการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์และการผลิตน้ำนม

วิตามินบี 2 มีประโยชน์สำคัญ คือ

1. ป้องกันโรคปากนกกระจอก และโรคผิวหนัง

2. บำรุงสายตา หากขาด เยื่อนัยน์ตาจะอักเสบ เห็นภาพไม่ชัด และน้ำตาไหลง่าย

3. ช่วยในปฏิกิริยาการใช้สารอาหารเป็นไปตามปกติ และช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต

ไนอะซิน มีประโยชน์สำคัญ คือ

จำเป็นสำหรับสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น การทำงานของกระเพาะอาหาร และลำไส้รวมทั้งการทำงานของระบบประสาท

วิตามินบี 6 มีประโยชน์สำคัญ คือ

1. ช่วยแก้อาการแพ้ท้อง หรือคลื่นไส้อาเจียนในหญิงมีครรภ์

2. ช่วยป้องกันโรคผิวหนังในผู้ใหญ่และเด็ก แก้อาการชักในทารกบางรายได้

3. ป้องกันโรคโลหิตจาง

กรดแพนโทธินิก มีประโยชน์สำคัญ คือ

1. ช่วยผ่อนคลายอารมณ์เครียด

2. จำเป็นสำหรับการผลิตสารต่อต้านโรค

3. หากขาด จะมีอาการร้อนซู่ซ่าที่มือ และเท้า เหนื่อย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน

4. คนที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง มักขาดกรดนี้

ไบโอติน มีประโยชน์สำคัญ คือ

1. บำรุงผิวหน้า ผม กล้ามเนื้อและประสาท

2. จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์กรดไขมันจำเป็นไม่อิ่มตัวและเอ็นไซม์

3. หากขาด จะเป็นโรคปวดเมื่อย แขน ขา ลิ้นอักเสบ มีอาการประสาท เกียจคร้าน เบื่ออาหาร ผิวหนังคล้ำเป็นจ้ำ ๆ เป็นโลหิตจาง ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง และหัวใจ ทำงานผิดปกติ

กรดโฟลิก มีประโยชน์สำคัญ คือ

จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และการสร้างเลือด

วิตามินบี 12 มีประโยชน์สำคัญ คือ

                1. ป้องกันโรคโลหิตจางชนิดที่เรียกว่า Pernicious anemia (เม็ดเลือดแดงโตผิดปกติ)

2. จำเป็นสำหรับระบบการทำงานของเซลล์ในไขกระดูก ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหาร

โคลีน มีประโยชน์สำคัญ คือ

1. จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์โปรตีน และฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต

2. ป้องกันไม่ให้ไขมันละลายในตับ

3. เป็นส่วนประกอบสำคัญของ Acetylcholine ซึ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของระบบประสาท

ไอโนสิตอล มีประโยชน์สำคัญ คือ

ป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมในตับ เกี่ยวข้องกับการใช้ไขมัน และโคเลสเตอรอลในร่างกาย

กรดพาราอะมิโน เบนโซอิก (PABA) มีประโยชน์สำคัญ คือ

ใช้ในการสังเคราะห์กรดโฟลิก

วิตามิน ซี มีประโยชน์สำคัญ คือ

1. ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น เนื้อประสานกันง่ายขึ้น เพราะวิตามินซี จำเป็นสำหรับการสร้างสารคอลลาเจน ซึ่งช่วยยึดเซลล์เข้าด้วยกัน

2. ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวมแดง อักเสบและเป็นแผล)

3. ป้องกันและต้านทานโรค ทำให้ร่างกายแข็งแรงเติบโต ต้านทานความกดดันต่าง ๆ และสภาวะเครียด ช่วยทำลายพิษของร่างกาย

วิตามินพี มีประโยชน์สำคัญ คือ

ช่วยให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

คาร์โบไฮเดรต กลูโคส ฟรุกโตส ใยอาหาร

Saturday, August 9th, 2008
carbohydrate

carbohydrate

คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารหลัก ที่สำคัญในการให้พลังงาน โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี การแบ่งประเภทของคาร์โบไฮเดรต ได้มีการแบ่งดังนี้

1. คาร์โบไฮเดรตอย่างง่าย

1.1 น้ำตาลชั้นเดียว ถือเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ร่างกายไม่สามารถย่อยให้เล็กลงกว่านี้ได้และเมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายไม่ต้องผ่านการย่อยสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที ตัวอย่างเช่น

1.1.1 กลูโคส มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นตัวตั้งต้นของการผลิตพลังงาน และคาร์โบไฮเดรตทุกตัว จะต้องเปลี่ยนแปลงกลูโคสที่ตับ ร่างกายจึงจะดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ กลูโคสเป็นน้ำตาลที่มีมากที่สุดในเลือด แหล่งสำคัญของอาหารที่ให้กลูโคส มาจาก ข้าว แป้ง น้ำตาล

1.1.2 ฟรุกโตส มีรสหวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่น แหล่งสำคัญของอาหารที่ให้ ฟลุกโตสมาจากผลไม้ โดยมีบทบาทต่างกับน้ำตาลกลูโคส ดังนี้

- ฟรุกโตส ไม่กระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้ความต้องการบริโภคลดลง เมื่อเทียบกับกลูโคส

- ฟรุกโตส ถูกร่างกายเผาผลาญไปเป็นพลังงานได้ดีกว่าและเหลือสะสมเป็นไขมันน้อยกว่ากลูโคส

- ฟรุกโตส ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากเหมือนกลูโคส

- ฟรุกโตส ไม่กระตุ้นอินซูลินในเลือด ให้สูงมากเหมือนกลูโคส

โดยที่ผลของอินซูลินจะมีผลดังนี้

1. กระตุ้นให้ตับสร้างไขมันเพิ่มขึ้น

2. กระตุ้นเซลล์ไขมันให้สร้างและสะสมไขมันมากขึ้น

1.2 น้ำตาล 2 ชั้น คือ คาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยน้ำตาลชั้นเดียวกันหรือคนละชนิดมารวมกันเมื่อย่อยด้วยกรดเอนไซต์ จะแตกตัวออกเป็นน้ำตาลชั้นเดียว 2 โมเลกุล ตัวอย่างเช่น

1.2.1 น้ำตาลทราย (Sucrose)

- น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลทรายขาว ก็คือ ซูโครส

- เมื่อแตกตัวจะให้กลูโคส 1 โมเลกุล และฟรุกโตส 1 โมเลกุล

1.2.2 แล็กโทส

- เป็นน้ำตาลที่พบในน้ำนมคนและสัตว์ และผลิตภัณฑ์ของนม

- ย่อยได้ช้ากว่าน้ำตาลทราย

2. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลซับซ้อน เมื่อย่อยจนถึงขั้นสุดท้ายจะได้น้ำตาลชั้นเดียว เช่น กลูโคส

2.1 แป้ง เป็นคาร์โบไฮเดรตที่พืชเก็บสะสมไว้ในเมล็ด ราก หัว และส่วนอื่น ๆ เช่น ในข้าวเจ้า ข้าวเหนียว

2.2 ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรตที่เกิดขึ้นตามผนังเซลล์ของพืช ในคนเราไม่สามารถย่อยใยอาหารได้ ไม่ให้พลังงานแบ่งตามความสามารถในการละลายน้ำได้ 2 ประเภท

2.2.1 ใยอาหารไม่ละลายน้ำ มีคุณสมบัติอุ้มน้ำไว้ทำให้น้ำหนักอุจจาระเพิ่มมากขึ้นและอุจจาระนุ่มลงระบบขับถ่ายดีขึ้น และป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

2.2.2 ใยอาหารละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติช่วยดูดซับโคเลสเตอรอล ตลอดจนสารพิษ และสารก่อมะเร็งต่าง ๆ และขับถ่ายออกจารอุจจาระ นอกจากนี้ยังชะลอการดูดซึมน้ำตาลช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

โดยสรุป ประโยชน์ของใยอาหาร

- ไม่ให้พลังงาน จึงช่วยลดหรือควบคุมน้ำหนัก ป้องกันและรักษาโรคอ้วน

- กระตุ้นการทำงานของลำไส้ จึงช่วยเร่งการย่อยกากอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

- ช่วยดูดซึมสารพิษและสารก่อมะเร็งและขับถ่ายออกจากร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

- ดูดซับน้ำดีและขับถ่ายออกไปกับอุจจาระ ทำให้โคเลสเตอรอลดูดซึมมาใช้สร้างน้ำดีเพิ่มขึ้น จึงช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันโรคหัวใจ

- ชะลอการดูดซึมของน้ำตาลในเลือด

โรคที่ป้องกัน และบำบัดโดยใยอาหาร

- โรคอ้วน, โรคเบาหวาน, โรคไขมันในหลอดเลือดสูง (ดูดซับน้ำดีที่เป็นพิษ), โรคมะเร็ง (ดูดซับสารก่อมะเร็ง), โรคหัวใจขาดเลือด, โรคท้องผูก และโรคริดสีดวงทวาร

2.3 ไกลโคเจน

ในร่างกายของคนสะสมไกลโคเจนที่ตับและกล้ามเนื้อ แต่ปริมาณที่สะสมมีจำกัดไม่เกิน 400 กรัม โดยเก็บไว้ที่ตับ 1 ใน 3 และที่กล้ามเนื้อ 2 ใน 3 เมื่อร่างกายต้องการใช้พลังงาน ไกลโคเจนที่ตับจะถูกดึงมาใช้เผาผลาญให้เป็นพลังงานได้

2.4 ไคซิน เช่น ไคโตซาน

เป็นองค์ประกอบของเปลือกนอกของแมลง สัตว์ที่มีเปลือกและกระดอง เช่น กุ้ง ปู มีคุณสมบัติสำคัญในการดักจับไขมัน

ตามคำแนะนำของกองโภชนาการกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้คนไทยควรบริโภคคาร์โบไฮเดรต วันละ 300 กรัม หากขาดจะทำให้เกิดการเติบโตของร่างการไม่สมบูรณ์

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

โปรตีน กรดอะมิโน ประเภทของโปรตีน

Friday, August 8th, 2008
โปรตีน

โปรตีน

โปรตีน   กรดอะมิโน ประเภทของโปรตีน

โปรตีนสารอาหารที่มีในร่างกายมากเป็นที่สองรองมาจากน้ำโดยอยู่ในร่างกายประมาณร้อยละ 15 – 25 และประมาณหนึ่งในสามของจำนวนนี้จะอยู่ในกล้ามเนื้อ นอกจากนี้อาจพบในเลือด เนื้อเยื่อ กระดูกและฟัน

โปรตีนทุกชนิดประกอบด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน นอกจากนี้อาจมีธาตุอื่นอยู่ในโมเลกุลโปรตีน คือ ไนโตรเจนอยู่ด้วยได้

กรดอะมิโน

เป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของโปรตีน โปรตีนในร่างกายประกอบด้วย กรดอะมิโนประมาณ 20 ชนิด และกรดอะมิโนเหล่านี้ต่อเชื่อมกันเป็นโมเลกุลของโปรตีนแบ่งได้เป็น 2 พวก คือ

1. กรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกาย ได้แก่ กรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ หรือสังเคราะห์ได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้นมีอยู่ 8 ตัว

2. กรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นแก่ร่างกาย ได้แก่ กรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายไม่จำเป็นต้องได้รับอาหาร คือ สารสังเคราะห์ขึ้นจากสารประกอบจำพวกไนโตรเจน หรือกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกาย หรือจากไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรต มีอยู่ 12 ตัว

ประเภทของโปรตีน

จากความจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับสารอาหารโปรตีนที่ต้องมีกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายครบถ้วน จึงแบ่งประเภทของโปรตีนออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

1. โปรตีนสมบูรณ์ หมายถึง โปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายทุกตัว และมีจำนวนเพียงพอมักเป็นโปรตีนจากสัตว์ เช่น ปลา เนื้อ หมู ไก่ ไข่ และนม

2. โปรตีนไม่สมบูรณ์ หมายถึง โปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายทุกตัว หรือมีครบทุกตัว แต่บางตัวมีปริมาณต่ำ ไม่เหมาะสมในการสร้างโปรตีนของร่างกาย ส่วนใหญ่เป็นโปรตีนจากพืช

การย่อยของโปรตีน

น้ำย่อยในปากไม่มีเอนไซม์ย่อยโปรตีน การย่อยโปรตีนเริ่มต้นที่กระเพาะอาหาร จะมีน้ำย่อยหลายตัวจากกระเพาะอาหาร ตับอ่อน และผนังลำไส้เล็ก มาย่อยโปรตีนจนกระทั่งได้เป็นกรดอะมิโนเดี่ยว ๆ เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ดังนี้

หน้าที่

1. ร่างกายจะนำกรดอะมิโนนำไปสร้างโปรตีนในเซลล์ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นสำหรับขบวนการเติบโต และการซ่อมแซมร่างกาย ทุกช่วงชีวิต

***ในเด็ก การสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ๆ ต้องใช้โปรตีน

***ในผู้ใหญ่ ต้องใช้โปรตีนซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสร้างผม เล็บ หรือชั้นนอกของผิวหนังที่งอกใหม่

***ในหญิงมีครรภ์ ต้องใช้โปรตีนสร้างเซลล์ของทารกในครรภ์ และซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกายของผู้เป็นมารดา

2. สร้างสารควบคุมการทำงานของร่างกาย ได้แก่ เอ็นไซม์ ฮอร์โมนและภูมิต้านทานโรค

3. รักษาสิ่งแวดล้อมภายในร่างกายให้คงที่อยู่ในสภาพที่คงที่ (Homeostasis) ได้แก่

3.1 รักษาความเป็นกรดด่างในร่างกาย

3.2 รักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย

4. ให้พลังงานและความร้อนโดย โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงานประมาณ 4 กิโลแคลอรี เมื่อใดที่ร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันไม่เพียงพอ ร่างกายจะเผาผลาญโปรตีนแทน

5. ช่วยในการขนส่งสารต่าง ๆ ในเลือด เช่น ฮอร์โมน วิตามิน ไขมัน เกลือแร่ ฯลฯ

6. เปลี่ยนเป็นสารอื่นได้ เช่น คาร์โบไฮเดรต และไขมัน

ข้อควรพิจารณาในการเลือกบริโภคโปรตีน

1. โปรตีน คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ ในการเลือกรับประทานโปรตีน ควรเลือกอาหารที่ให้โปรตีนสมบูรณ์ คือมีกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายครบทุกตัวและมีจำนวนเพียงพอ

2. ในการสร้างโปรตีนในร่างกายแต่ละครั้ง จะต้องมีกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายครบทุกตัวในปริมาณหรืออัตราส่วนที่พอเหมาะในเวลาเดียวกัน

3. ร่างกายเก็บสะสมโปรตีน หรือกรดอะมิโนได้ในปริมาณจำกัด จึงควรบริโภคโปรตีนที่ย่อยสลายสมบูรณ์

4. โปรตีนในร่างกายอยู่ในสภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาคือ โปรตีนเนื้อเยื่อมีการสลายตัวและมีการแลกเปลี่ยนกรดอะมิโนระหว่างเนื้อเยื่อและเลือดอยู่เสมอ

5. ในภาวะผิดปกติหรือเจ็บป่วย ร่างกายต้องการโปรตีนมากกว่าปกติ 1 4 เท่า เช่น ผู้ป่วยเอดส์ ตับอักเสบ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และมะเร็ง เป็นต้น

ตามคำแนะนำของกองโภชนาการกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้คนไทยควรบริโภคโปรตีนเฉลี่ยวันละ 50 กรัม หากขาดหรือได้รับไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ผิวพรรณ หยาบ แห้งกร้าน ขาดความเต่งตึง ชุ่มชื้น การเจริญเติบโตไม่สมวัย การติดของแผลหายช้า ภูมิคุ้มกันต่ำได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน